รู้จักข้อดีข้อเสียของการผ่าคลอดลูก


เรื่องการคลอดลูกเป็นเรื่องที่คุณแม่มือใหม่ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกการคลอดลูกด้วยวิธีใด
ซึ่งเราได้ทำบทสรุปข้อดีข้อเสียเกี่ยวกับคลอดลูกด้วยวิธีผ่าตัดมาฝาก
เพื่อประกอบการตัดสินใจและให้ความรู้คุณแม่มือใหม่ ดังนี้…
ข้อดีของการผ่าคลอด
1.คุณแม่ไม่ต้องทนเจ็บ
เพราะมีการควบคุมความเจ็บปวดที่ได้ผลค่อนข้างแน่นอน
2.สามารถกำหนดเวลาคลอดตามฤกษ์ได้
และตั้งชื่อของลูกน้อยไว้ก่อนล่วงหน้าได้
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่เป็นเคสซับซ้อน
ต้องการทีมแพทย์ดูแลหลายแผนก
3.ไม่เสี่ยงกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างในระหว่างรอคลอด
เช่น ปากมดลูกไม่เปิด หัวใจเด็กเต้นช้า หรือ สายสะดือโผล่
4.หากการผ่าคลอดมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น เด็กท่าก้น
เด็กตัวโต อุ้งเชิงกรานแคบ ทารกมีภาวะหัวใจเต้นช้า
ทารกมีความพิการที่ไม่สามารถคลอดเองได้
ปากมดลูกไม่เปิดหรือเปิดช้า ฯลฯ ถ้ามีข้อบ่งชี้ที่จำเป็น
คุณแม่ก็ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะเหตุและผลที่ได้มันคุ้มมาก
5.ในปัจจุบันมีผ่าคลอดแล้วปิดแผลโดยใช้กาวชนิดพิเศษ
ช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องไปตัดไหม ไม่มีรอยเย็บ ทำให้รอยแผลสวย
และไม่ต้องปิดพลาสเตอร์ปิดแผล เพราะกาวสามารถกันน้ำได้
แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการเย็บแบบไหมละลาย
และแบบการใช้แม็คเย็บแผลประมาณหนึ่ง
ข้อเสียของการผ่าคลอด
1.ค่าใช้จ่ายในการผ่าคลอดจะสูงกว่าการคลอดเอง
ค่าผ่าตัดที่แพทย์จะได้รับก็มีเยอะขึ้น
และไม่ต้องมานั่งเฝ้าคลอดว่าจะผ่าได้เมื่อไร
2.เสี่ยงต่ออันตรายจากการดมยาสลบหรือการฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง
3.แม้ในขณะผ่าตัด คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บ
แต่เมื่อยาชาหรือยาสลบหมดฤทธิ์ คุณแม่จะรู้สึกเจ็บแผล
และกว่าจะหายเจ็บก็อีกหลายวัน บางคนก็เจ็บนานหลายสัปดาห์
4.ลูกน้อยที่คลอดโดยการผ่าตัด
จะไม่ได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือที่เรียกว่า “โปรไบโอติกส์”
หรือจุลินทรีย์สุขภาพ ซึ่งจะทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
5.ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด จะมีมากกว่าการคลอดเอง
เช่น การเสียเลือดมากกว่าการคลอดปกติเกือบเท่าตัว
บางรายตกเลือด หรือ แผลผ่าตัดมีการอักเสบติดเชื้อ
6.มีแผลขนาดใหญ่ที่หน้าท้อง และเป็นแผลที่มดลูก
เพราะการผ่าคลอดจะต้องเปิดผิวหนังผ่านชั้นไขมัน
ชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ชั้นเยื่อหุ้มช่องท้อง กว่าจะถึงส่วนของมดลูก
จากนั้นจะต้องเปิดแผลที่มดลูกเข้าไปเพื่อเอาทารกออกมา เมื่อมีแผลที่มดลูก
กระบวนการหายของแผลก็จะคล้ายคลึงกับการหายของแผลในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย คือ
ต้องอาศัยกระบวนการอักเสบเพื่อสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แผลเป็นตามผิวหนังของร่างกาย
ความแข็งแรงของโครงสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในบริเวณแผลก็จะไม่
แข็งแรงเท่ากับบริเวณอื่นๆ และกลายเป็นจุดอ่อนของมดลูกต่อไป
7.นอกจากแผลที่มดลูกแล้ว
ก็มีโอกาสเกิดพังผืดในช่องท้องได้
ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการหายของแผลที่เกิดจากกระบวนการอักเสบ
โดยพังผืดนี้อาจจะไปทำให้ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ หรือเยื่อบุช่องท้อง มาแปะติดกับมดลูกเหมือนใยแมงมุม
จึงทำให้เกิดความยากลำบากในการผ่าตัดคลอดครั้งต่อไป ยิ่งผ่าตัดมามากก็ยิ่งเกิดพังผืดได้มาก
และไม่ใช่แค่การผ่าตัดคลอดครั้งต่อไปเท่านั้นที่มีปัญหา
แต่การผ่าตัดช่องท้องด้วยเหตุจำเป็นอื่นๆ เช่น มีเนื้องอกมดลูก
ตัดมดลูก เป็นมะเร็ง หรือบาดเจ็บในช่องท้องแล้วจำเป็นต้องผ่าตัด
ถ้าคุณแม่มีประวัติการผ่าคลอดมาก่อน
โดยเฉพาะถ้าเคยผ่าคลอดมาแล้วหลายครั้ง
จะทำให้ความยากในการผ่าตัดเพิ่มขึ้นอีกหลายระดับ
8.มีระยะเวลานอนพักในโรงพยาบาลนานกว่า
9.เสี่ยงต่อการเกิดมดลูกแตกในครรภ์ถัดไป
ในตำแหน่งที่เคยผ่าตัดมาก่อนมากกว่าคนที่ไม่มีแผลที่มดลูก
ซึ่งความเสี่ยงที่จะเกิดมีประมาณ 0.5-1% ในกรณีที่แผลผ่าตัดที่มดลูกเป็นแบบแนวขวาง
แต่ถ้าเป็นแผลตามยาวก็จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่า เมื่อมดลูกแตกก็จะเพิ่มอัตราการตายของทารก
และอัตราการตายของคุณแม่สูงขึ้น
10.เมื่อมีแผลผ่าตัดอยู่แล้ว
ในครรภ์ถัดไปถ้าคุณแม่เกิดโชคร้ายมีรกไปเกาะในตำแหน่ง
ที่เป็นแผล จะทำให้เกิดภาวะ “รกเกาะลึก” ทำให้รกไม่ลอกตามปกติ จะใช้มือดึงก็ไม่ได้
เพราะจะเสียเลือดมาก แพทย์จึงจำเป็นต้องตัดออกมาทั้งมดลูก
11.เมื่อผ่าคลอดครั้งแรกแล้ว
ครั้งต่อไปก็มักจะต้องผ่าคลอดอีกเป็นส่วนใหญ่
12.มีงานวิจัยระบุว่าเด็กที่คลอดทางหน้าท้องโดยการผ่าคลอด
จะมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนเมื่อโตขึ้นได้มากกว่าเด็กที่คลอดตามปกติอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะการที่เด็กคลอดออกทางหน้าท้อง
จะเป็นการปิดกั้นกระบวนการทางธรรมชาติ ทำให้นมแม่มาช้าลงเพราะร่างกายยังไม่ได้กระตุ้นให้มีน้ำนม
ต้องไปกินนมผงที่มีโมเลกุลโปรตีนและไขมันของสัตว์ จึงทำให้เกิดโรคอ้วน และการที่เด็กไม่ได้คลอดเองตามธรรมชาติ
จะทำให้ขาดโปรไบโอติกส์ ซึ่งไม่ว่าจะใช้กระบวนการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างไร ก็ยังไม่สามารถทดแทนได้ 100%